The Bicycle Thief (1948)
posted on 16 Feb 2009 21:08 by sermilik in I-Movie
The Biccycle Thief (Ladri di biciclette ,1948) เป็นหนังจากประเทศอิตาลีกำกับโดย Vittorio De Sica สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของ Luigi Bartolini The Biccycle Thief เป็นหนังขาวดำความยาว 93 นาที แนว Neo-Realism ที่ตีแผ่ความลำบากของสังคมในประเทศอิตาลี หลังยุคสงครามโลกครั้งที่2 ที่เศรษฐกิจตกต่ำมาก
เรื่องราวเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ได้รับงานใหม่คืองานติดโปสเตอร์ตามกำแพง ซึ่งจะต้องมีจักรยานเป็นของตัวเอง แต่ก็ดันถูกขโมยตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน
ซึ่งAntonio ตัวเอกของเรื่อง กับ Bruno ลูกชาย ก็ได้เดินทางตามหาจักรยานไปทั่วทั้งโรม ได้เจอกับสภาพความเป็นอยุ่ของชาวเมืองในด้านต่างๆ ความเชื่อในหมอดู และแก็งค์มาเฟีย รวมถึงตำรวจที่ช่วยอะไรไม่ได้มาก
ในเรื่องนี้คุณจะได้เห็นโรมในมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เห็นความโหดร้ายของสังคม ตั้งแต่การตกงานของคนงานจำนวนมาก การต่อคิวกันรอน้ำจากก็อกสาธารณะ การต่อแถวที่ยาวมากและการแย่งกันขึ้นรถรางประจำทาง ซึ่งขนาดที่รถเอียงเลยทีเดียว และตลาดขายชิ้นส่วนจักรยานที่มีชิ้นส่วนทุกส่วนตั้งแต่ล้อยันแตร
ที่ไหนๆก็มีแต่จักรยาน...
Antonio ตัวเอกของเรื่องนั้นเมื่อได้งานมาแล้วก็ยังบ่น เพราะไม่มีจักรยาน จึงต้องนำผ้าปูเตียงไปจำนำเพื่อให้ได้ไปถอนจักรยานกลับคืนมา เห็นสภาพที่ถุงใส่ของจำนวนมากในโรงรับจำนำแล้วคงจะบอกถึงสภาพความเป็นอยุ่ของคนสมัยนั้นได้อย่างดี
พ่อจะแบกไว้ทำไมอะคับ...ให้ป๋มช่วยแบกไม๊...
ส่วนภรรยาที่เชื่อหมอดูก็จะนำเงินไปให้หมอดูที่บอกว่าสามีของตนจะได้งานทำ
แม้กระทั้งเด็กน้อย Bruno ยังต้องไปทำงานเป็นเด็กปั้มอยู่จนค่ำ
หลังจากโดนขโมยจักรยานไปแล้วตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน Antonio กับลูกก็ตามหาจักรยานไปทั่วโรม ทั้งที่ตลาดขายชิ้นส่วนจักรยาน ไปถึงในโบสถ์ที่กำลังทำพิธีกันอยู่ แต่ก็ไร้ร่องรอย
ด้วยความเครียดและกดดัน ทำให้ Antonio ถึงกับต้องตบหน้าลูกชายเลยทีเดียว Bruno ถึงกับงอนพ่อ จนหนีออกห่างไปซักพักหนึ่ง
แต่หลังจากนั้นเค้าก็ได้สติอีกครั้งในคราวที่มีคนตะโกนว่ามีเด็กตกน้ำ Antonio คิดว่าเป็นลูกชายตัวเองจึงรีบวิ่งไปดู ก็แสดงให้เห็นถึงความรักของพ่อทีมีต่อลูกได้อย่างดี
พ่อค้าบบ...หิวจังง..
ในที่สุดเค้าก็เจอกับโจรขโมยจักรยาน(ทั้งที่ไม่น่าจะจำหน้าได้) แต่เมื่อตามไปแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเพื่อนบ้านละแวกนั้นให้การช่วยเหลือไว้ แถมยังมีการไปเรียกพี่มาเฟียออกมาไล่Antonio ออกไปอีก แม้ลูกชายสุดฉลาดจะไปตามตำรวจมา ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะไม่มีหลักฐาน
คุณมีหลักฐานรึป่าว..
(ในตอนแรกหลังจากโดนขโมยจักรยานได้ไม่นาน Antonio ก็ได้ไปแจ้งความที่โรงพัก แต่ก็ดูเหมือนว่าตำรวจจะไม่สนใจเหมือนกัน และยังหนีไปประชุมซะอีก)
Bruno นั้นแสดงได้อย่างน่าสงสารมาก นอกจากจะวิ่งตามพ่อตลอด บางครั้งก็ดูเหมือนพ่อจะไม่สนใจแล้ว ยังมีฉากในร้านอาหาร ที่ไม่สามารถกินอาหารหรูๆ เหมือนกับคนรวยที่นั่งอยู่ข้างๆได้
ตอนจบของเรื่อง...ใครจะรู้ว่าพระเอกของเรา Antonio จะไปเป็นโจรขโมยจักรยานซะเอง...แต่โชคร้ายที่ถูกชาวบ้านรุมจับไว้ซะก่อน(สมัยนั้นขโมยจักรยานคงเหมือนกับขโมยสร้อยแน่เลย)
จะหนีไปไหน ไอโจรขโมยจักรยาน...
แถมโชคร้ายกำลังสองดันวิ่งหนีไปผ่านเจ้าลูกชายซะอีก..เห็นหน้า Bruno คงจะรู้ว่าเค้าช็อกแค่ไหน ที่พ่อบอกให้กลับบ้าน แต่กลับไปเป็นขโมยซะเอง..
แต่ผู้กำกับยังไม่โหดร้ายเกินไป ที่ให้เจ้าของจักรยานไม่เอาเรื่อง และปล่อยสองพ่อลูกให้กลับไป..
ฉากสุดท้าย..สองพ่อลูกเดินจูงมือกลับบ้านไป...
ถึงจะอ้างว้าง...ที่สุดท้ายตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าโจรที่มาขโมยจักรยานเท่าไหร่...ความอับอายที่มีต่อลูกชายตัวเอง..
แต่ Antonio ก็น่าจะคิดได้แล้วว่าสิ่งสำคัญในชีวิตไม่ใช่จักรยาน..
แต่เป็น...ลูกชาย..ตะหาก
หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงเข้าชิงออสการ์สาขาBest Writing, Screenplay และก็ได้ Academy Honorary Awardในปี 1950 ทั้งที่ไม่มีดารามีชื่อเสียงนำแสดง เพราะผู้กำกับเลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่ทั้งหมด ซึ่ง Vittorio De Sica บอกว่าได้เลือกนักแสดงเป็น 2 พ่อลูกของเรื่องจากท่าการเดินเท่านั้น ที่ไม่ใช้นักแสดงมืออาชีพก็เพราะจะไม่ทำให้ผู้ชมยึดติดว่าเป็นนักแสดง แต่จะทำให้ดูเหมือนเป็นตัวละครใน
เรื่องจริงๆ ในเรื่องมีหลายฉากที่ประทับใจ มีทั้งเศร้า ทุกข์ สงสาร รวมถึงโกรธ
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากหนัง
หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 98 จาก Top 250 ในเวป imdb (The Internet Movie Database)ไป
ได้คะแนนไป 8.4/10 จากผู้โหวต 20,486 คน
(16/2/52)
มีฉากที่Brunoวิ่งข้ามถนนตามพ่อแล้วเกือบถูกรถชน 2 ครั้ง ซึ่งฉากนั้นไม่ได้ซ้อมกันมาก่อน แต่รถ 2 คันนั้นแล่นผ่านมาในถนนที่ถ่ายทำพอดีแสดงให้เห็นถึงการสร้างภาพยนตร์ในสมัยก่อนที่ไม่มีการปิดถนน ตัวประกอบทุกคนต้องคัดและซ้อมมาอย่างดีอย่างในปัจจุบันนี้
Memorable quotes
Antonio Ricci: You live and you suffer.
Antonio Ricci: "Why should I kill myself worrying when I'll end up just as dead?"
Antonio Ricci: "There's a cure for everything except death."
Antonio Ricci: I've been cursed my whole life.
เวลาเม้น กรุณาพิมชื่อด้วยนะจ๊ะ...

น่าดูจัง
#1 By Hiba (222.123.178.184) on 2009-02-16 22:14